ทำงานอย่างไรให้มีความสุข
บอกวิธีหรือหลักการในการทำงานให้มีความสุข แล้วคุณจะสนุกกับงานที่ทำ ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร งานประเภทไหน ลองอ่านดู บอกสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเอาไว้ ปล.ถึงแม้คนเราจะแตกต่างกันแต่ก็น่าจะมีหลักการบางอย่างที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ หวังว่าเราจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558
อยู่กับธรรมชาติ
พื้นที่ของการนอนของเราควรแบ่งให้เหลือนิดเดียวก็ได้ แต่ควรให้รอบๆบ้านเรามีธรรมชาติอยู่บริเวรบ้าน ตื่นเช้ามาเราก็จะพบกับความสดชื่นของธรรมชาติ ควรนอนริมหรือใกล้หน้าต่าง จะทำให้เราได้รับพลังงานจากต้นไม้ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอยู่ตลอดเวลา และเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ สังเกตุว่าการอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ๆ จะไม่เหมือนการอยู่ในห้องแอร์ การอยู่ในห้องแอร์นั้น ทำให้เราแสบตา และง่วงนอนมาก
ต่างกับการอยู่กับต้นไม้ร่างกายเราจะสดชื่น เรื่องนี้เป็นที่รู้กันอย่างดีกับคนที่ออกกำลังกายในสวนย่อมต่างๆ สารเคมีที่หลั่งออกมาในสมองเรานั้นช่วยให้เรามีความสุข เมื่อออกกำลังกาย จะให้ดีควรออกกำลังกายกับบรรดาต้นไม้ใหญ่ๆ มีกีฬาหลายอย่างที่ได้อยู่กับธรรมชาติ เช่นการวิ่ง คนในเมืองส่วนใหญ่มักบอกว่ามีแต่ตึก แล้วจะไปหาที่วิ่งที่ไหน เวลาเป็นสิ่งสำคัญ
เราควรเลือกเวลาในการออกกำลังกายให้เหมาะสม เช่นในตอนเช้ายิ่งตอนที่พระบิณฑบาต ยิ่งดี เหมาะแก่การออกกำลังกายเป็นอย่างมาก หากใครไม่มีเวลาตอนเช้าแนะนำให้ออกกำลังกายตอนเย็น อย่างที่บอกเราออกกำลังกายให้สมองสดชื่น ปลอดโปร่ง วิ่งๆไป เดินไป ก็ได้ทำให้ร่างกายออกกำลังแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องออกกำลังกายอีก ส่วนคนที่บ้านอยู่ติดกับต้นไม้
แล้วละก็ ออกกำลังที่บ้านเลย ออกกำลังกายเสร็จนั่งพักสักนิด ก็พร้อมไปทำงานอย่างสบายใจแล้ว จากชีวิตที่เคร่งเครียด หากลองทำตามนี้ดูล่ะก็ เชื่อว่าสยามเมืองยิ้มกลับมาอย่างแน่นอน ลองเปรียบเทียบคนในยุคนี้กับยุคก่อนดูสิว่า คนยุคก่อนเค้าไม่ต้องมาออกกำลังกายกันเพราะเค้าทำงานก็เหมือนการออกกำลังกายแล้ว และคนยุคก่อนก็ล้วนมีจิตใจเบิกบาน ยิ้มกันทั่วไป
ยิ่งคนหนึ่งยิ้มก็เป็นการส่งพลังที่เบิกบานให้กับอีกคน ลองมาดูยุคนี้สิว่าแต่ละคนล้วนส่งพลังในแง่ลบให้หากัน จะโทษคนก็ไม่ได้หมด เพราะสิ่งแวดล้อมด้วยแหละ หากเราเป็นคนหนึ่งที่ ส่งพลังในแง่บวก เชื่อว่าพลังแง่บวกก็จะกลับมาหาเรา และทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น คนสมัยนี้อยู่กับหน้าจอมาเกินไป จึงทำให้มันผิดปกติของมนุษย์ ซึ่งควรปรับวิถีการทำงานให้เข้ากับร่างกายที่เราต้องการ ที่สมองเราต้องการ
แน่นอนว่าสังคมกลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม คนรักกัน มีจิตใจเมตตาต่อกันอยู่เสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ทำไมต้องนับถือพระเจ้า
ลองฟังเหตุผลที่ว่าทำไมต้องนับถือพระเจ้าดูนะ
บอกก่อนนะ ผู้เขียนเป็นคนที่นับถือศาสนาพุทธ และเชื่อในศาสนานี้มาด้วยตลอด และการดำรงชีวิตก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับ การใช้ชีวิตตามแนวของพุทธ และวันนี้ได้เข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ถ้าหาเอาคำว่าพระเจ้า และ พุทธเจ้าออกจากใจนะ โดยเน้นแต่คำสอนข้อท่านทั้งสอง จะเห็นได้ว่า ทั้งสองล้วนมีหลังการสอนให้คนเป็นคนดี เหมือนกันหมด และลองนั่งพิจรณาดูก็จะรู้ว่าคำสอนเหล่านั้นน่าจะมาจากที่ๆ เดียวกัน คือ การเว้นการทำบาป แล้วก็รอผลดีที่จะเกิดขึ้น ฟังตั้งแต่ตั้นจนจบจึงรู้ว่า การสอนทั้งสอง เหมือนกัน แค่คนเราเอามาแยกว่านี้คือศาสนาของตัวเอง แต่จริงแล้วเนื้อแท้ของคำสอน ไม่ว่าของศาสนาทั้งสองนี้ ล้วนเหมือนกัน
สอนให้คนทำดีเหมือนกัน ให้คนรักกัน ไม่เห็นมีข้อที่แตกต่าง และผลจากการเชื่อทั้งสองศาสนานั้นก็ทำให้ เราได้ผลที่ดี มีความสุขทั้งนั้น โดยรวมแล้ว คนที่ยังคิดว่าจะเลือกนับถือศาสนาไรดี ไม่ต้องลังเลใจไปหลอก เพราะโดยรวมแล้ว ทั้งสองล้วนเหมือนกัน คนที่มีความคิดขัดแย้งกับตัวเองนั้นแหละ เช่น คนที่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังทั้งสองศาสนานี่แหละ น่าพึงระวังตัวเองเอาไว้
เมื่อก่อนผู้เขียนมีความลังเลว่าจะแย่งศาสนากันทำไม แต่ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่า มันไม่ได้แยกออกจากกันแต่มันเหมือนกัน สอนให้คนเราทำแต่สิ่งที่ดี แล้วหนีจากสิ่งที่ไม่ดี คำสอนเหล่านี้ล้วนดีทั้งนั้น ยิ่งศึกษาลึกๆ ยิ่งทำให้เปรียบเทียบได้เลยว่า มันเหมือนกัน
นำมาซึ่งความสุขภายในใจ เราควรยึดหลักคำสอนเอาไว้ เชื่อว่าขีวิตจะดีเองแหละ ทำดีได้ดี หรือ การ input อย่างไร ย่อมได้ output อย่างนั้น ในลึกๆแล้วทุกคนล้วนอยากจะเป็นคนดีหมดแหละ
แต่ด้วยบางอย่างเช่น สภาพสังคม หรือ สิ่งแวดล้อมทำให้คนเรานั้น ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี การที่เราอดทน และ ยึดตามหลักของ พระเจ้าหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะทำให้คุณออกจากวิถีแบบเดิมได้เป็นแน่นอน เชื่อว่าทุกคนเป็นคนที่กล้า และเข้มแข็งที่จะออกมาจากความคิดที่ทุกคน(คนไม่ดี)ยัดให้ในหัวสมอง ดึงตัวเองออกมาด้วยความคิดและการกระทำที่ถูกต้อง
หากทำให้ยังไม่เกิดผล ขอให้รอ ให้อดทนแค่นี้แหละ เชื่อว่าชีวิตดีขึ้นเอง ไม่ต้องกลัวความคิดของคนไม่ดี ให้หนีหากเจอ ยังมีที่ๆมีกลุ่มคนของคนดีอยู่มากมายในสังคมนี้
ทำดีแล้วยังไม่เกิดผลจริงๆ แสดงว่าคนกำลังปลูกผลดีทีมีอายุยาวนาน แน่นอนว่าหากผลดีผลนี้ได้เติบโต คุณจะมีความสุขที่มากกว่าการ ปลูกผลดีต้นอื่นๆ
ขอให้เราทุกคนเป็นคนดี ดึงตัวเองออกจากความทุกข์ให้ได้ อาเมน และ สาธุ
พักผ่อนให้เป็น
เห็นได้ว่า ไม่ว่าคนจะป่วยกายหรือป่วยใจ ตอนนี้หมอก็สามารถรักษาได้หมดเพียงทานยังบ้าง ฉีดยาบ้างแต่เราต้องเห็นสาเหตุของการป่วยเสียก่อน คนที่เป็นโรคต่างๆ สาเหตุด้วยหลังคือ การไม่พักผ่อน ในเมื่อไม่พักผ่อนก็เกิดโรค เมื่อเกิดโรคก็ไปหาหมอ จ่ายเงินราคาแพงๆ บอกคนถึงกับคนว่าหาหมอไหนแล้วไม่ได้ ต้องไปหาหมอผีบ้าง ไปหาพระบ้าง หาเราหยุดคิดแล้วมานึกว่าการที่เรา ไม่สบายมาจากสิ่งไหนแล้วละก่อ ส่วนใหญ่จะเจอคำตอบว่าเราไม่ได้พักผ่อน การพักผ่อนไม่ใช่เป็นเรื่องที่ขี้เกียจ หากเราพักให้พอประมาณ คนเราจะมีเวลาพักที่พอมาณไม่เหมือนกันอีก อันนี้เราต้องรู้ตัวเองว่าพักผ่อนเต็มที่หรือยัง เช่น ลักษณะของคนที่พักผ่อนเต็มที่ เวลาตื่นนอนจะไม่ขี้เซา จะมีความรู้สึกอิ่มจากการนอน
มีเวลาเท่ากัน แต่ทำไม่บางวันรู้สึกพักผ่อนเต็มที่ บางวันไม่เต็มที่?
คำตอบก็คือ คนเรานั้นมีพลังของตนเองไม่เท่ากัน หากอยากมีพลังในการพักผ่อนให้มาก เช่น อยากใช้เวลา 6 ชั่วโมงพักผ่อนเหมือนคนที่นอน 2 วันเต็มๆ เราต้องทำสมาธิ และฝึกสติ ก่อนนอนเราต้องกำหนดลมหายใจ แล้วหลับไปเอง พอเช้าเราจะรู้ว่าเราพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เรื่่องนี้จะไม่เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับคนที่นั่งสมาธีฝึกสติ ประคนเหล่านี้บางทีใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันแล้ว เห็นผลเนื่องจากเค้าได้พักผ่อนสมอง พักผ่อนความคิดอย่างดีที่สุดแล้ว
ร่างกายคนเรานั้นต้องการการพักผ่อนแค่นิดหน่อย แต่สิ่งที่ต้องการการพักผ่อนมากนั้นก็คือสมอง การที่สมองได้พักจะสนิท ทำให้ส่งผลถึงจิตใจอิ่ม และก็ส่งผลต่อร่างกายอีก ทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เมื่อมีสุขภาพที่ดี ก็ไม่ป่วยกาย เมื่อไม่ป่วยกาย ด้านจิตก็ไม่ป่วยตาม
สรุปของการพักผ่อนที่ดีที่จะบอกนี้คือ ควรพักผ่อนแบบเข้าถึงสมาธิ การหลับแบบเข้าถึงสมาธิอยู่ทำให้เราหลับสนิท เมื่อหลับสนิทก็ใช้เวลาพักผ่อนน้อยกว่าคนอื่นๆ และช่วยให้ร่างกายเป็นสุข
แนะนำให้ ดูที่ลมหายใจเป็นหลัก ถ้าเราดูที่ลมหายใจตอนนอน จะทำให้เราหลับไปแบบที่เค้าเรียกว่าหลับลึก เป็นการหลับแบบสนิทที่สุด แต่หากบางคนไม่ชอบวิธีนี้ก็สามารถใช้วิธีอื่นก็ได้ใช้ได้เหมือนกันหมด ขอให้เรานอนหลับสนิท และไม่ควรใช้ยานอนหลับหากมันไม่จำเป็นจริงๆ ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายแบบธรรมชาตินี่แหละเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
ขอให้หลับแล้วตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข
สรุปของการพักผ่อนที่ดีที่จะบอกนี้คือ ควรพักผ่อนแบบเข้าถึงสมาธิ การหลับแบบเข้าถึงสมาธิอยู่ทำให้เราหลับสนิท เมื่อหลับสนิทก็ใช้เวลาพักผ่อนน้อยกว่าคนอื่นๆ และช่วยให้ร่างกายเป็นสุข
แนะนำให้ ดูที่ลมหายใจเป็นหลัก ถ้าเราดูที่ลมหายใจตอนนอน จะทำให้เราหลับไปแบบที่เค้าเรียกว่าหลับลึก เป็นการหลับแบบสนิทที่สุด แต่หากบางคนไม่ชอบวิธีนี้ก็สามารถใช้วิธีอื่นก็ได้ใช้ได้เหมือนกันหมด ขอให้เรานอนหลับสนิท และไม่ควรใช้ยานอนหลับหากมันไม่จำเป็นจริงๆ ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายแบบธรรมชาตินี่แหละเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
ขอให้หลับแล้วตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เสพขยะทำไม?
ขยะที่บอกถึงนี้เป็นเรื่องของขยะทางด้านข้อมูล โลกปัจจุบันล้วนมีข้อมูลที่ดีและไม่ดี ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเราไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจริง ข้อมูลไหนไม่จริง ก่อนที่เราจะเสพข้อมูลเข้าสู่สมองไปฝังไว้ในความคิดเรานั้น เราควร แยกให้ออกดังนี้
- ข้อมูลนั้นจำเป็นต่อชีวิตการดำรงอยู่ของเราหรือไม่
- ข้อมูลนั้นมาจากที่ใด ใครเป็นคนเขียน ประวัติของผู้เขียนดีหรือไม่
- แน่นอนว่าการอ่านแต่ละเรื่องจะหัวข้อก่อนเสมอ เราควรคิดก่อนว่า หัวข้อนี้เกี่ยวกับเราหรือไม่ หากไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องไปเสพข้อมูลเหล่านั้น
หากเราเป็นนักอ่านที่ดีแล้ว เราจะรู้ว่าข้อมูลไหนมีประโยชน์ข้อมูลไหนไร้ซึ่งประโยชน์ ถ้าเทียบได้ว่าคนก็เหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เราก็ควรที่จะ input ข้อมูลหรือป้อนข้อมูลเข้าคอมอย่างถูกต้องแล้วคอมพิวเตอร์ก็ทำงานอย่างถูกต้อง คนหากโดนป้อนข้อมูลที่แย่ โดนป้อนข้อมูลที่ทำให้จิตใจรู้สึกหดหู่อยู่ตลอดเวลานั้นก็ทำให้คนนั้นเป็นคนที่ไม่กล้าอยู่กับโลก จิตใจอาจเสื่อมไป
ถ้าไปเจอเรื่องที่ไม่ดี แล้วมั่วแน่นั่งอ่าน นั่งเสพข้อมูลพวกนั้น เช่น ข้อมูลของความขัดแย้ง ข้อมูลของการพูดเรื่องไม่ดี ที่สังคมส่วนใหญ่ล้วนลงความคิดเห็นว่ามันไม่ดี หากเรายิ่งรับข้อมูลมา เราก็จะเป็นข้อมูลนั้นแหละ เพราะสมองคนเราก็เป็นความว่างเปล่า ถ้าเจอไรสมองมันก็จะรับหมด ไม่ว่าเรื่องดีไม่ดี ดังนั้นเราต้องมีตัวกรองข้อมูล กรองว่าเรื่องนี้น่าอ่านแล้วนำไปบอกต่อ สังคมเราก็จะมีแต่เรื่องดีๆ ทุกวันนี้ที่สั่งคมไม่น่าอยู่ก็มีส่วนมาจากการที่ ข่าว สิ่งพิมพ์ต่างๆ นำเสนอ ข้อมูลขยะอยู่นี่แหละ เลยทำให้คนเสพแต่เรื่องไม่ดี ไม่น่ารับฟังและ นำไปทำเป็นตัวอย่าง เช่น การฆ่าตัวตาย หากเสพเรื่องการฆ่าตัวตายมากเข้า มากเข้า ก็อาจนำให้คนคนนั้นถึงกลับอยากฆ่าตัวตายได้
ตัวหนังสือ นี่แหละถึงแม้จะเป็นแค่ตัวหนังสือแต่เมื่อสื่อออกมาแล้ว มันมีอำนาจที่จะเปลี่ยนใจคนเปลี่ยนความคิดคน บางคนยังหลงทางอยู่เหมือนก็คำเขียนที่แบบว่าชวนไปในเรื่องงมงาย ก็ยิ่งไปกันใหญ่หลงทาง เป็นทาสของผู้เขียนคนนั้นๆไปโดยไม่รู้ตัว
โลกปัจจุปันมีข้อมูลมีรวดเร็วอยู่เป็นจำนวนมาก แค่ผู้เขียนกดสร้าง ผู้อ่านก็สามารถเข้าถึงได้ทันที เช่น Facebook G+ เป็นแหล่งที่แชร์ข้อมูลกันสนั่น หากเราเลือกที่ติดตามคนในกลุ่มออนไลน์ที่มีสาระ มีประโยชน์ สามารถเอาความรู้นั้นมาให้กับชีวิตเราให้ดีขึ้นได้ เราควรเลือกติดตามคนๆนั้น เพราะนั้นคือผู้เขียนที่มีประโยชน์กับเรา กันการใช้ชีวิตเราเป็นอย่างมาก
แต่กลับกันหากเราเจอแต่เรื่องที่อ่านแล้วสะเทือนใจอยู่ทุกวัน เราควรอย่างยิ่งที่จะ เลิกติดตามคนๆนั้นไป
เพราะมันเกิดผลดีกับคนๆนั้นคือได้ระบายออกมาแต่มันจะทำให้เราเกิดผลเสีย ต้องค่อยไปนั่ง เสพอยู่ตลอดเวลาจนเรามีความรู้สึกท้อกับจิตใจ
สุดท้ายนี้ของให้ผู้อ่านได้เจอกับเรื่องราวที่ดี และมีสาระตลอดไป ไม่ว่าจะเจอเนื้อหาหรือข้อความที่ไหนก็ตาม จะได้มีข้อมูลในสมองที่ดีแล้วจะส่งผลถึงชีวิตที่ดี
อย่าไปจริงจังกับชีวิตมาก
ให้จำไว้เสมอว่าชีวิตเรานั้น สุดท้ายก็คือตาย เพราะฉะนั้นการที่เรามั่วแต่เครียดกับชีวิต หรือการสร้างกรอบ สร้างเงื่อนไขให้กับชีวิตมากจนเกินไปนั้นจะทำให้ชีวิตเรานั้นเสียความสมดุลในร่างกายได้ การที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขนั้น ควรทำให้กายและใจเกิดความพอดีกัน และอยากเอาตัวใดตัวหนึ่งเป็นใหญ่ เพราะการที่เราเรากายเป็นใหญ่ หรือ เอาใจเป็นใหญ่ จะทำชีวิตเราไม่ปกติ หรือคนอื่นอาจมองว่าเราบ้า และอย่าบอกว่าเราไม่แค่สายตาใคร เอาจะเป็นตัวของเราเอง เพราะการที่เราใช้ที่ชีวิตที่ดีและเป็นสุขนั้น มันมีหลายองค์ประกอบ ใช่แต่ว่าเราจะตัวเองเป็นใหญ่ บางอย่างต้องพิ่งคนอื่นนะ ถึงทำให้ชีวิตเราเป็นสุขใจได้
แน่นอนบางคนอาจบอกว่าชีวิตเราสามารถสุขได้ตัวเราเอง แต่เราควรแบ่งบันความสุขให้กับคนอื่นด้วย หรือว่า เราอยากเป็นคนที่มีความสุขแล้วเห็นคนอื่นทุกข์แบบนั้นเหรอ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสุขใช่หรือไม่ถ้าเรายังเห็นคนอื่นยังทุกข์อยู่
แต่ถ้าบอกว่าคนอื่นทุกข์ก็เรื่องของเขา นี่แหละเป็นการบอกแล้วว่าความสุขที่เราได้รับนั้นเป็นสุขที่ยังไม่ถึงขั้นสูงที่สุด เรายังไม่รู้จักความสุขที่แท้จริง ที่บอกว่าอย่าไปจริงจังกับชีวิตมาก ไม่ได้เป็นการบอกให้เราไม่แคร์อะไรทั้งนั้น แต่บอกว่าหากเราลดกฎหรือเงื่อนไขที่เราตั้งขึ้นบ้าง เราก็จะพบกับความสุข การที่เราตั้งเป้าหมายไว้สูงๆก็เหมือนกัน นี่แหละเป็นการสร้างเงื่อนไขแล้ว
หากเราทำไม่ได้อย่างที่เราตั้งไว้ล่ะ ความอกหัก ความไม่พอใจ ความท้อแท้ ล้วนตามมาแน่นอน เราควรตั้งเป้าไว้ทีละนิด และทำให้ได้ตามเป้าทีละนิด การทำแบบนี้ทำให้เราจะพลังจากการทำเป้าหมายทีละนิดสำเร็จด้วย เมื่อเรามีพลังหรือมีความภูมิใจแล้วก็ก็สามารถตั้งเป้าหมายต่อไปได้อย่างง่ายๆ และก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะถึงจุดที่เราคิดว่าเราควรพอ
หากเรามั่วแต่ตั้งเป้าที่สูงแล้วทำไม่ได้ แล้วโทษตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ นั้นเป็นการที่เรายังไม่เดินไปข้างหน้าแต่ทำให้เราเดินกลับหลังอีก ลองใช้วิธีทำแบบสบายๆ ทำทีละนิด แล้วไม่ต้องไปจริงจังหากทำไม่ได้ สุขที่ได้ทำแค่นี้ก็จะสบายใจเอง
เหตุผลการการที่เราไปจริงจังกับชีวิตก็คือ
ไปคิดว่าการทำแบบนี้แล้วได้แบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่กฏของธรรมชาติ เป็นที่รู้กันทุกคนว่ากฏของธรรมชาติคือ ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน ฉะนั้นเราอย่าได้ไปตั้งกฏที่มันทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้นมาเลย บางทำหากเราไม่มีกฏเราอาจมีความสุขในใจก็เป็นได้
โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้จัก ที่เราไม่รู้ และเราก็อย่าไปยึดอะไรกับพวกมันเหล่านั้นเลย
แน่นอนบางคนอาจบอกว่าชีวิตเราสามารถสุขได้ตัวเราเอง แต่เราควรแบ่งบันความสุขให้กับคนอื่นด้วย หรือว่า เราอยากเป็นคนที่มีความสุขแล้วเห็นคนอื่นทุกข์แบบนั้นเหรอ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสุขใช่หรือไม่ถ้าเรายังเห็นคนอื่นยังทุกข์อยู่
แต่ถ้าบอกว่าคนอื่นทุกข์ก็เรื่องของเขา นี่แหละเป็นการบอกแล้วว่าความสุขที่เราได้รับนั้นเป็นสุขที่ยังไม่ถึงขั้นสูงที่สุด เรายังไม่รู้จักความสุขที่แท้จริง ที่บอกว่าอย่าไปจริงจังกับชีวิตมาก ไม่ได้เป็นการบอกให้เราไม่แคร์อะไรทั้งนั้น แต่บอกว่าหากเราลดกฎหรือเงื่อนไขที่เราตั้งขึ้นบ้าง เราก็จะพบกับความสุข การที่เราตั้งเป้าหมายไว้สูงๆก็เหมือนกัน นี่แหละเป็นการสร้างเงื่อนไขแล้ว
หากเราทำไม่ได้อย่างที่เราตั้งไว้ล่ะ ความอกหัก ความไม่พอใจ ความท้อแท้ ล้วนตามมาแน่นอน เราควรตั้งเป้าไว้ทีละนิด และทำให้ได้ตามเป้าทีละนิด การทำแบบนี้ทำให้เราจะพลังจากการทำเป้าหมายทีละนิดสำเร็จด้วย เมื่อเรามีพลังหรือมีความภูมิใจแล้วก็ก็สามารถตั้งเป้าหมายต่อไปได้อย่างง่ายๆ และก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะถึงจุดที่เราคิดว่าเราควรพอ
หากเรามั่วแต่ตั้งเป้าที่สูงแล้วทำไม่ได้ แล้วโทษตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ นั้นเป็นการที่เรายังไม่เดินไปข้างหน้าแต่ทำให้เราเดินกลับหลังอีก ลองใช้วิธีทำแบบสบายๆ ทำทีละนิด แล้วไม่ต้องไปจริงจังหากทำไม่ได้ สุขที่ได้ทำแค่นี้ก็จะสบายใจเอง
เหตุผลการการที่เราไปจริงจังกับชีวิตก็คือ
ไปคิดว่าการทำแบบนี้แล้วได้แบบนี้ ซึ่งมันไม่ใช่กฏของธรรมชาติ เป็นที่รู้กันทุกคนว่ากฏของธรรมชาติคือ ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน ฉะนั้นเราอย่าได้ไปตั้งกฏที่มันทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้นมาเลย บางทำหากเราไม่มีกฏเราอาจมีความสุขในใจก็เป็นได้
โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้จัก ที่เราไม่รู้ และเราก็อย่าไปยึดอะไรกับพวกมันเหล่านั้นเลย
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฝืนนิดหน่อยนะ
เอาว่าตั้งแต่ก่อนนอนแล้วนะ สำหรับคนที่ทำงานมาเหนื่อยๆ ล้าๆ ก่อนที่คุณจะเข้านอน อย่านอนเป็นอันขาด ถ้านอนแล้วเราก็จะไม่อยากที่จะลุกออกจากเตียงเป็นแน่นอน ฝืนตัวเองไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วอาบน้ำก่อนเลย แล้วจึงนอน พูดอาจดูง่ายนะ แต่ทำมันยาก ยากมาก ด้วยแหละ แต่ก็ต้องทำ เพราะมันจะส่งผลกระทบตามมาอีกหลายอย่าง เช่น โรคที่คาดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นได้ พออาบน้ำเสร็จก็นอนได้
แล้วจะต้องฝืนอะไรอีกล่ะ
ตื่นนอนไง แต่หากคนที่เค้าฝึกการกำหนดการตื่นมาดี เค้าจะไม่ต้องฝืนเลยแหละ วิธีกำหนดนะก็แค่ก่อนนอน ให้เราคิดกว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะตื่นกี่โมง เอาเป็นเวลาเลย แบบว่าบอกตัวเลขในหัวสมองเลย สั่งให้สมองว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเวลานี้ แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องมีความสงบก่อนที่จะทำนะ รับรองว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นตรงเวลาที่เรากำหนดแน่นอน แต่คนที่ยังฝืนตื่นอยู่นั้น ก็ต้องฝืนตื่นหน่อย การฝืนตื่นคือ เมื่อเรารู้แล้ว่าเช้าแล้ว เรารู้สึกตัวแล้ว เราก็ฝืนตื่นมาเลย การที่เราฝึนกับทีคนหลายคนเรียกว่าตัวขี้เกียจนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราเอาชนะใจตัวเองได้ เอาต้องฝึกเอาชนะใจตัวเองให้ได้แม้โดยเฉพาะเรื่องนิดๆน้อยๆแบบนี้แหละ
เวลาทำงานเหมือนกันเราจะง่วงนอนกลางวันแน่นอน หากเราเอาชนะความง่วงนั้นได้เป็นเวลา 30 นาที เชื่่อว่า เราจะไม่ง่วงอีก ค่อยๆฝืน ยิ่งฝืนแบบนี้ยิ่งทำให้เราเอาชนะใจตัวเองมากขึ้น และแน่นอนว่าหากเราเอาชนะใจตัวเองได้บ่อยๆ แบบนี้แล้ว เราย่อมเอาชนะกับอุปสรรคหลายๆอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเรา
เริ่มต้นจากจุดเล็กๆก่อนแล้วก็จะเจอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผลที่ได้เหรอ เราจะภูมิใจในตัวของตัวเอง วลีที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ก็เอามาใช้กับเรื่องนี้แหละ เราจะรู้ว่าเราสามารถสั่งการร่างกายของเราได้
คนส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้ต่อการเอาชนะใจตัวเองเรื่องนี้แหละ เรื่องเล็กๆแบบนี้ แต่หากฝึกฝนเป็นประจำแล้ว เชื่อว่าเราจะทำได้แน่นอน และ เวลาทำงาน ก็จะทำงานได้ดี เรื่องง่วงนอนจะหมดไป เรื่่องขี้เกียจก็จะหมดไปด้วย เริ่มจะจุดเล็กๆก่อน สำหรับคนที่ยังอาบน้ำอุ่นอยู่ ก็ลองฝืนตัวเองมาอาบน้ำเย็นดูนะ จะรู้ว่าน้ำเย็นนั้น มีความสดชื่นกว่ามาก และทำให้ร่างกายตื่นตัวง่าย
โรคต่างๆ หรือว่าอารมณ์ขี้เกียจต่างๆ ล้วนแล้วมาจากจุดเล็กๆที่เรามองข้ามกันทั้งนั้น
แต่ไม่ได้บอกว่าต้องหักโหมนะ เพราะเราจะสับสนว่าการฝืนกับการหักโหมมันเหมือนกัน การที่หักโหมนั้นคืออาการที่ร่างกายต้องการที่จะหยุดการทำงานจริงๆ แต่เราบังคับแบบสุดๆให้ร่างกายทำงาน แบบนี้แหละเรียกหักโหม ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันแหละว่า จุดไหนคือจุดหักโหม จุดไหนคือจุดที่เรียกว่าฝืน เพราะช่วงการฝืนของคนเราแต่ละคนมันไม่เท่ากัน แต่การทำเราฝืนทีละนิด ทีละนิด ทำให้เรานั้นเป็นผู้ที่ชนะใจตัวเองมาขั้นนะ
การชนะใจตัวเองดีอย่างไร การชนะใจตัวเองจะทำให้เราเป็นอิสระต่อกาย ต่ออารมณ์ที่ไร้เหตุผล เราจะเป็นอิสระต่อความขี้เกียจอย่างแน่นอนที่สุด ขณะทำงาน ไม่จำเป็นนะที่ต้องไปดื่มกาแฟให้หัวใจเต้นเร็ว จนบางครั้งใจหวิว เป็นผลเสียนะ การที่เราฝืนกับร่างกายตัวธรรมชาติความนึกคิดของเรานี่แหละ เป็นตัวที่ทำให้เราไม่ง่วงหลับได้
เดี๋ยวนี้คนเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นนะ ก็ไม่ควรไปใช้มากนะ เพราะการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกพวกนี้ทำให้เราเป็นโรคที่เรียกว่า ขี้เกียจ ถึงแม้จะมีเงินซื้อ อย่างไรก็ตามทีเถอะ เราควรทำสิ่งที่เราทำได้ ที่ให้ทำแบบนี้ก็ให้เป็นการฝึกความขี้เกียจนะ ใช้ชีวิตให้เรียบง่ายนะ จะได้สบาย ฝึกฝืนเรื่องที่เราว่าควรฝึน ถ้าไม่ฝืนมันจะส่งผลไม่ดีกับเรา นี่แหละควรฝืน
อยากให้ทุกคนฝึกฝนจะได้ก้าวผ่าน การเอาใจตัวเอง มาเป็น การชนะใจตัวเอง
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ดูคนให้ลึกกว่าที่เคยดู
ระยะทางพิสูจน์ม้าการเวลาพิสูจน์คน วลีนี้ยังเป็นวลีที่คลาสสิก และใช้ได้ในปัจจุบัน เคยไหมเวลาเราเห็นหน้าคนๆหนึ่งแล้วเรามีความรู้สึกเกียจชังขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่ทันได้พูดคุยกับเขาคนนั้นเลย นี่เป็นเพราะเราเอาดวงตาแล้วภาพความทรงจำในอดีต มาตัดสิน คนๆนั้นอาจเป็นคนที่หน้าตาเหมือนกับคนที่เราเคยเกียจแต่เราจำไม่ได้ก็เป็นไปได้ ความจำเรามีอยู่มานานแสนนานแต่ยังไม่ถูกใช้งาน แต่พอเจอหน้าคนนี้ ความทรงจำนี้ก็เกิดขึ้นเพราะดวงตาเราไปกระตุ้นให้นึกถึงเรื่องในอดีต(แต่เราลืมมันไปแล้ว)
หากเรารู้สืกแบบนี้ก็ให้เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดว่าเป็นเรื่องที่คล้ายกับเรื่องในอดีต แต่หากว่าเราจำเป็นต้องเข้าไปร่วมงานกับบุคคลนี้ จำเป็นอย่างยิ่งว่าเราต้องมาปรับความคิดเราใหม่ ว่าคนๆนี้ไม่ใช่คนที่เราเคยรู้จักมาก่อน เราควรเข้าไปคุยแบบธรรมชาติ ไม่ใช่ค่อยจะจับผิดคนๆนั้น ว่าต้องเป็นเหมือนที่ไม่ดีที่เราเคยรู้จัก เราต้องเป็นกลาง หรือให้คิดว่าเค้าคนนั้นก็เป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งของเรา ที่ต้องการ ปัจจัย 4 เหมือนเรา ไม่ต่างไรไปจากเรา คนเหมือนกันอยู่ร่วมกันได้ จะไปโกรธ ไปเคืองเค้าทำไม
เราต้องฝึกการอยู่กับปัจจุบันให้มาก ยิ้มเมื่อเห็นหน้ากัน ที่บอกว่าดูคนให้ลึกกว่าที่เคยดู ก็หมายถึง เราควรดูด้านที่ดีของเขา ด้านที่เสียเราก็เอามาเป็นบทเรียนว่าเราจะไม่ทำแบบคนๆนี้ หากเราเปิดใจแบบนี้แล้ว คนนั้นก็จะทำให้เรายิ้มได้ เมื่อเราคุยด้วย และสุขภาพจิตของเราจะจะเบิกบานไปด้วย
อย่าคิดไปเองด้วยว่าการที่เค้าคนนั้นทำหน้าตาไม่ดีใส่เรา เค้าไม่ชอบเรา แต่อาจเพราะว่าเค้าเพิ่งทะเลาะกับใครมาก็ได้ แล้วจำเป็นต้องมาคุยกับเรา ทั้งที่อารมณ์เค้ายังไม่สงบ เราก็ควรให้อภัยเค้าคนนั้นไปเลย ไม่ควรเก็บมาใส่ใจกับเรื่องที่ทำให้เคื่องกัน
ปัญหาในปัจจุบันนั้นมีมากมายกว่าเมื่อก่อนมาก สังเกตุได้จากสีหน้าคน ยิ่งคนที่อยู่ในตัวเมืองสีหน้าดูไม่น่าเข้าใกล้ แต่นี้ไม่ได้เกิดจะตัวของเขา มันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนเป็นแบบนี้ เราต้องดูให้เป็นว่า ที่จริงแล้วเข้าเป็นแบบนี้เพราะอะไร เราอาจแบ่งบันความทุกข์จากเข้า ให้เขาได้ระบายออกมา ยิ่งทำแบบนี้กับคนแล้วคนเล่า เราก็จะยิ่งได้มิตรแล้วมิตรเล่า และยิ่งไปกว่านั้นทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดของคนด้วย ทำให้เราสบายใจ ทำให้คนรอบข้างเรายิ้มแย้มแจ่มใส มีความเป็นกันเองมากขึ้น เรื่องที่สำคัญเราไม่ควรเอาปัญหาไปให้ใครแบกไว้อีก เราควรกำจัดมันด้วยตัวของเราเอง
วิธีกำจัดนั้นก็คือการอยู่กับปัจจุบัน แน่นอนได้พูดย้ำกับจุดนี้มากเพราะเรื่องนี้ทำให้เราฉุดคิดอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่แล้วเราจะทำอะไรต่อ ทำให้เรามีความระลึกได้อยู่ตลอดเวลาว่าเราควรทำอย่างไร ทำอะไร ทำที่ไหน ทำกับใคร ทำแบบไหน หากเราระลึกได้ อยู่ตลอดเราก็มีความทรงจำที่ดี รู้ว่ากำลังทำไร และรู้ว่าควรทำ หรือ ไม่ควรทำ อะไรกับใคร
การดูคนให้ลึกกว่าที่เคยดูก็คือการดูด้วยเวลา ดูด้วยเหตุผล ดูในด้านดี ไม่ว่าเค้าคนนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ควรที่จะดูให้เป็น แบบนี้ไว้ก่อน
หากผู้เขียนได้เขียนบทความนี้บกพร่องประการใดต้องขอ อภัยไว้ในที่นี้ด้วย
ขอบคุณครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







